กล้องดิจิตอล

พฤศจิกายน 30, 2009

มือใหม่หัดถ่าย ด้วยกล้องดิจิตอล

สวัสดีค่ะ วันนี้เราก็มาพบกันอีกเช่นเคยนะคะ บทความในวันนี้เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่มือใหม่หัดถ่ายกล้องดิจิตอลทุกๆคนนะคะ เราหวังว่าเว็บไซต์แห่งนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลเล็กๆ ที่ทำให้เพื่อนๆที่กำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้องดิจิตอลได้รับรู้สาระต่างๆกัน อีกทั้ง เพื่อนๆที่มีคอมเม้นดีๆก็สามารถ เม้นกันมาได้นะคะ เราจะได้ปรับปรุงบทความให้ดียิ่งขึ้นนะคะ

ถึงขณะนี้ คงต้องยอมรับว่า กล้องถ่ายภาพแบบดิจิตอลเข้ามามีบทบาทในวงการถ่ายภาพอย่างมาก และยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งหากดูการเติบโตของยอดขายกล้องชนิดนี้ มีอัตราการเติบโตมากขึ้นกว่าเท่าตัวต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาหลายปี และมีแนวโน้มที่จะคงอัตราการเติบโตทั้งในด้านของมูลค่าและจำนวนต่อไปเรื่อยๆ ต่อเนื่องอีกหลายปีในอนาคต หากสังเกตให้ดีจะพบว่า กล้องถ่ายภาพที่ใช้ฟิล์มมีรุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดน้อยมาก จะมีก็เป็นรุ่นราคาปานกลางหรือราคาถูกสำหรับมือสมัครเล่นทั่วไป แต่ในส่วนของกล้องรุ่นสูง ๆ ราคาแพง จะพัฒนาเป็นกล้องดิจิตอลเสียเป็นส่วนใหญ่ รวมไปถึงกล้องดิจิตอลแบบคอมแพคที่ออกมาสู่ตลาดจำนวนมากก็เป็นกล้องดิจิตอล ด้วยเช่นกัน ประมาณว่า 80% ของกล้องรุ่นใหม่ ๆ ที่ออกสู่ตลาดเป็นกล้องดิจิตอลแทบทั้งสิ้น หากไปดูในวงการถ่ายภาพอาชีพ (Commercial Studio) นักถ่ายภาพสารคดี นักถ่ายภาพข่าว งานถ่ายภาพทางอากาศ ถ่ายภาพทางวิทยาศาสตร์ ถ่ายภาพตกแต่งภายใน ส่วนใหญ่จะใช้กล้องดิจิตอลกันแล้ว แม้ว่ากล้องจะมีราคาแพง แต่ก็คุ้มค่ากับการใช้งาน และในเวปบอร์ดที่มีตอบปัญหาเกี่ยวกับการถ่ายภาพ มีการถามถึงเรื่องกล้องดิจิตอลกันมากขึ้นอย่างมาก

จากแนวโน้นเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ตลาดถ่ายภาพในอนาคตจะเป็นแบบดิจิตอลอย่างแน่นอนในเวลาอีกไม่นาน หันมาดูตลาดการถ่ายภาพของเมืองไทย แม้ว่าส่วนใหญ่จะยังคงเป็นกล้องที่ใช้ฟิล์ม เนื่องจากประเทศเรายังมีคอมพิวเตอร์ใช้งานกันไม่มากเหมือนประเทศที่พัฒนา แล้ว แต่แนวโน้มการเติบโตตรงนี้ก็สูงมาก ๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักถ่ายภาพที่มีรายได้ค่อนข้างดี มักจะเลือกซื้อกล้องดิจิตอลแบบคอมfแพคมาใช้งานแทนกล้องคอมแพคที่ตัวเองมีอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นสมัยนิยม ส่วนหนึ่งก็เพราะความสะดวกในการใช้งาน สามารถเห็นภาพได้ทันที สามารถนำไปปรับแต่งได้หลากหลาย ฯลฯ

การใช้กล้องดิจิตอลมีความแตกต่างไปจากกล้องใช้ฟิล์มอยู่บ้าง โดยเฉพาะการเข้าไปเกี่ยวเนื่องกับคอมพิวเตอร์ การรู้จักวิธีการใช้งานที่ถูกต้องเหมาะสม รู้จักจุดดีจุดด้อยของกล้องดิจิตอล จะทำให้เราสามารถใช้กล้องดิจิตอลได้เต็มที่ และได้คุณภาพไม่ต่างไปจากกล้องที่ใช้ฟิล์มมากนัก

“พื้นฐานการใช้กล้องดิจิตอล” จะนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับกล้องดิจิตอล การใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายภาพ และการใช้งานต่าง ๆ กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเราจะเน้นไปที่ตัวกล้อง การใช้งานกล้อง และวิธีการถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอลเป็นหลัก ไม่เน้นการใช้งาน Software มากนัก เพราะ Software ต่าง ๆ ที่ใช้ในการตกแต่งภาพค่อนข้างจะหลากหลายมาก และมีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันออกไป รวมถึงวิธีการใช้ก็ไม่ได้เหมือนกันนัก จึงขออธิบายในส่วนหลักๆ ของ Software เท่านั้น

พฤศจิกายน 29, 2009

เบื้องต้นกับกล้องดิจิตอล มือใหม่ไม่ควรพลาด

สวัสดีค่ะ  วันนี้เราจะมาดูกันว่า กล้องดิจิตอลที่เรามีๆกันอยู่นั้  การใช้งานมันเป็นอย่างไรบ้าง บางคนอาจจะมีไว้เก๋ๆ แต่เราก็ไม่อยากให้เสียเงินปล่าว ราคาก็แพงด้วยนะคะ พวกล้องดิจิตอลสมัยนี้ แถมยังมีฟังชั่นอะไรอีกก็ไม่รู้มากมาก

โลกของภาพดิจิตอลนับวันจะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ตาของคนเราแทบจะแยกไม่ออกว่าภาพใดเกิดจากระบบดิจิตอล หรือภาพใดเกิดจากระบบ Silver Halide เพราะความละเอียดของภาพแบบดิจิตอลปัจจุบันสูงมาก จนสามารถให้โทนสี รายละเอียดที่ปรากฏกับสายตาไม่แตกต่างกัน ยกเว้นแต่ขยายภาพใหญ่มาก ๆ แล้วมองในระยะใกล้เท่านั้นถึงพอจะแยกความแตกต่างออกมาได้

ภาพที่เราเห็นจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. ภาพโทนต่อเนื่อง ได้แก่ ภาพถ่ายทั่วไป ทั้งภาพสไลด์ ภาพอัดขยาย ภาพเขียน

2. ภาพโทนไม่ต่อเนื่อง เป็นภาพที่เกิดจากจุดสีเดียวรวมตัวกัน ซึ่งจุดจะมีขนาดที่แตกต่างกัน มีรูปร่างที่แตกต่างกัน หรือมีการกระจายแตกต่างกัน เมื่อรวมกันจึงเห็นเป็นภาพโทนต่อเนื่องขึ้นมา ตัวอย่างของภาพชนิดนี้ได้แก่ ภาพจากงานพิมพ์

ภาพในระบบดิจิตอล เป็นภาพในระบบโทนไม่ต่อเนือง หากจะเข้าใจคำว่าภาพดิจิตอล คงต้องเข้าใจที่มาของดิจิตอล อนาล็อค สัญญาณต่อเนื่อง และสัญญาณไม่ต่อเนื่อง

ภาพแบบอนาล็อค หรือภาพโทนต่อเนื่อง เมื่อมีการเปลี่ยนเป็นภาพแบบดิจิตอล หากความละเอียดในการแปลงภาพต่ำ เราจะได้ภาพที่ผิดเพี้ยน แต่ถ้าการแปลงภาพมีความละเอียดสูงมาก เราจะได้ภาพแทบไม่แตกต่างไปจากภาพอนาล็อคเลย เมื่อภาพแบบอนาล็อคมีความต่อเนื่องดีกว่า ทำไมเราจึงต้องแปลงภาพมาเป็นดิจิตอล สาเหตุก็เพราะว่า ภาพในระบบอนาล็อคนั้น ไม่สะดวกในการใช้งานดังที่กล่าวไปแล้วในฉบับก่อน ทั้งการเสื่อมสภาพ หากแปลงเป็นภาพอนาล็อคมาเป็นภาพแบบดิจิตอลด้วยความละเอียดสูง นอกจากจะรักษาคุณภาพไว้เกือบเท่าต้นฉบับแล้ว ภาพแบบดิจิตอลยังมีความคงทน เพราะเป็นข้อมูล ไม่มีการเสื่อม สามารถก็อบปี้กี่ครั้งก็ได้โดยภาพไม่เปลี่ยนแปลงไปจากต้นฉบับ เมื่อจะนำไปใช้งาน เราสามารถแปลงข้อมูลดิจิตอลกลับมาเป็นอนาล็อคอีกที
ภาพดิจิตอลคืออะไร

เมื่อเรามองลึกเข้าไปที่ภาพถ่ายจากระบบ Silver Halide เราจะเห็นว่า ภาพขาวดำจะประกอบด้วยกลุ่มของโลหะเงินจับตัวกันเป็นก้อนซึ่งเรียกเรามัก เรียกว่า เกรน(Grain) หรือ Clump ส่วนที่เป็นสีดำจะมีโลหะเงินมาก ส่วนที่เป็นสีขาวจะมีโลหะเงินน้อย ส่วนสีเทาจะมีโลหะเงินกระจายกันเป็นกลุ่ม ๆ มาน้อยตามระดับสี ส่วนภาพสีจะเกิดจากกลุ่มของสารสีรวมตัวกัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ สีเหลือง สีม่วง และสีฟ้า ส่วนสว่างจะมีกลุ่มของสารสีน้อย ส่วนมืดมีกลุ่มของสารสีมาก ส่วนสีเทาจะมีกระจายกันเช่นเดียวกับฟิล์มขาวดำ การกระจายของเกรนหรือสารสีของภาพในระบบ Silver Halide จะเป็นแบบไม่คงที่ หรือแบบสุ่ม (Random)

พฤศจิกายน 25, 2009

กล้องดิจิตอล สาระน่ารู้ เกี่ยวกับเมนูต่างๆ

Filed under: ไม่มีหมวดหมู่ — admin @ 9:49 pm

ในปัจจุบันการเจริญเติบโตในวงการการเล่นกล้องดิจิตอลเพิ่มมากขึ้น  มีผู้ใช้กล้องดิจิตอลมือใหม่เกิดขึ้นมากมาย  เมื่อมีกล้องดิจิตอลคู่ใจก็มักจะตั้งทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในระบบออโต้ไปเสียหมด เรียกได้ว่าฟังก์ชั่นไหนมีออโต้ก็ปรับไว้ที่ออโต้ก่อน ส่วนฟังก์ชั่นไหนที่ไม่มีก็ตั้งไว้ที่ Off ยิ่งบางทีไปกดปรับนู่นเปลี่ยนนี้ต่างจากเดิมที่กล้องดิจิตอลตั้งมาให้ ยิ่งทำให้กลัวเหมือนว่ากล้องจะพังคามือไปอย่างนั้น
แต่จริงๆแล้ว มันไม่มีผลเสียหายและเรียนรู้ได้ไม่ยาก ชัตเตอร์ฯ ฉบับนี้จะพาคุณไปรู้จักกับฟังก์ชั่นการทำงานหลักๆ รวมไปถึงเมนูอย่างคร่าวๆ กัน จะได้เลิกกลัวและปรับตั้งกันอย่างเข้าใจเสียที เป็นการใช้กล้องให้เต็มประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด กล้องแต่ละตัวจะมีชื่อหัวข้อฟังก์ชั่นต่างกัน แต่การใช้งานจะเหมือนกันทุกตัว สูดหายใจลึกๆ แล้วลองกดปรับดูครับ ยิ่งถ้าถ่ายมาดูเปรียบเทียบไปด้วยก็จะยิ่งรู้จักและสนิทสนมกับกล้องดิจิตอลตัวเองมากขึ้นจนลืมโหมดออโต้ไปได้เลย

แต่เมนูที่นำมาให้เรียนรู้วิธีการใช้งานต่อไปนี้ส่วนใหญ่จะมีในกล้องดิจิตอลเกือบทุกรุ่น บางอย่างมีเฉพาะในกล้องบางรุ่นบางยี่ห้อ สำหรับเมนูที่นอกเหนือจากนี้ มักเป็นฟังก์ชั่นที่ไม่ได้ใช้งานบ่อยๆ อาจจะเกินความจำเป็นไปบ้าง แต่ถ้ารู้ไว้เมื่อถึงคราวจำเป็นจริงๆ ก็สามารถใช้งานได้เพื่อให้ได้ภาพ ดีที่สุดตามที่ทุกคนต้องการ

พฤศจิกายน 23, 2009

จะซื้อกล้องดิจิตอลทั้งที…ควรอ่านค่ะ ภาค2

ไวท์บาลานซ์หรือสมดุลย์แสงขาว ฟังก์ชั่นนี้มีในกล้องดิจิตอลทุกรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาเราจะรู้จัก ไวท์บาลานซ์ในกล้องวีดีโอ ซึ่ง ใช้ CCD รับภาพเช่นกัน ส่วนใหญ่จะมี ระบบปรับไวท์บาลานซ์อัตโนมัติ ทำให้ภาพ ถ่ายมีสีสันถูกต้อง ไม่ว่าจะถ่ายภาพกลางแจ้ง หรือสภาพแสงอื่นๆ ที่มีอุณหภูมิสีแตกต่างกัน ถ้าเป็นกล้องใช้ฟิล์ม ซึ่งสมดุลย์กับแสงกลางวัน ที่มีอุณหภูมิสี 5000-5500 องศาเคลวิน จะได้ภาพที่มีสีถูกต้อง
กล้องคอมแพคดิจิตอลรุ่นเล็ก ราคาประหยัด จะใช้เลนส์เดี่ยว ซูมไม่ได้ เช่น 35 มม. ดีขึ้นมาหน่อยจะซูมได้ 2-3 เท่า เช่น 35-70 มม. หรือ 35-105 มม. เป็นต้น ตัวเลขนี้เป็นการเทียบกับกล้องใช้ฟิล์ม 35 มม. แต่ถ้าดูที่ตัวเลนส์จริงๆ จะระบุตัวเลขน้อยกว่ามาก ทั้งนี้เพราะ CCD ขนาด เล็กกว่าฟิล์มมากนั้นเอง
ดิจิตอลซูม ลูกเล่นที่มีก็ดีไม่มีก็ ไม่เป็นไร เวลาดูโฆษณา กล้องดิจิตอลว่า ซูมได้มากน้อยแค่ไหน ให้ดู Optical Zoom ซึ่งบอกไว้ในสเปค เช่น 3X ก็คือ 3 เท่า นับจากเลนส์ช่วงกว้างสุด เช่น 30-90 มม. และบอกต่อว่ามีดิจิตอลซูม 2X รวมแล้วซูมได้ 6X คือ 30-180 มม. แต่ในความเป็นจริงช่วงซูมที่ดิจิตอลสูงสุด 180 มม. นั้น ขนาดภาพจะเล็กลงด้วย
จอมอนิเตอร์ อยากจะเรียกว่า อุปกรณ์เปลืองแบตเตอรี่ เพราะส่วนนี้ใช้ พลังงานจากแบตเตอรี่มาก ขนาดไม่ได้ใช้เปิดจอทิ้งไว้ไม่นาน แบตเตอรี่ที่ซื้อมาใหม่ หรือชาร์จมาเต็มๆ ก็หมดลงอย่างรวดเร็ว กล้องดิจิตอลที่ดี ควรจะปรับความสว่างได้ และแสดงสีได้ถูกต้องตามธรรมชาติ ซึ่งจะช่วยให้การจัดการสีกับคอมพิวเตอร์ และเครื่องพิมพ์ภาพสีเป็นไปอย่างราบรื่นถูกต้องตรงกันมากที่สุด จอมอนิเตอร์ ที่ให้สีผิดเพี้ยน จะดูแล้วชวนหงุดหงิดคิดว่า รูปจะออกมาเพี้ยนตามจอ อย่าลืมดูสเปคด้วยว่า มีฟังก์ชั่นซูมภาพที่ถ่ายไปแล้วได้หรือไม่ และซูมขยายภาพได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าได้ถึง 100% จะดีที่สุด เพราะเห็นภาพ ได้เต็มๆ
บันทึกเสียงลงในไฟล์ภาพได้ ลูก เล่นนี้มีเฉพาะในกล้องบางรุ่นเท่านั้น ส่วนใหญ่ จะบันทึกได้นาน 5-15 วินาที ซึ่งก็พอเพียงกับการเตือนความทรงจำต่างๆ สามารถเปิดฟังก็ได้เ มื่อใช้โหมดเปิดชมภาพ จากจอมอนิเตอร์ หรือ จากคอมพิวเตอร์
Optical Viewfinder ในเมื่อการ ดูภาพจากจอมอนิเตอร์สิ้นเปลืองแบตเตอรี่มาก เราก็ควรมาดูภาพจากจอแบบออฟติคัล แทน เพราะใช้พลังงานเพียงเล็กน้อยเท่านั้น จากการซูมให้สัมพันธ์ กับทางยาวโฟกัสของเลนส์ แต่กล้องบางรุ่น ไม่มีช่องมองภาพแบบนี้มาให้ จึงควรดูสเปคให้ดีด้วย ข้อเสียของช่องมองภาพ ออฟติคัล คือ ไม่ได้มองภาพผ่านเลนส์ เวลาถ่ายภาพใกล้ จะเกิดการเหลื่อมล้ำกัน ต้องดูภาพด้านบน ไม่ให้เกินเส้นขีดที่แสดงไว้ ถ้าต้องถ่ายภาพใกล้ ก็อาจใช้วิธีดูภาพ จากจอมอนิเตอร์แทนจะดีกว่า แต่กล้องบางรุ่น จอมอนิเตอร์มีไว้เพื่อดูภาพที่ถ่ายไปแล้ว กับดูเมนูต่างๆ เท่านั้น
วีดีโอคลิป กล้องถ่ายภาพนิ่ง ดิจิตอลแบบคอมแพคส่วนใหญ่ ถ่ายภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย รูปแบบคล้ายกับกล้องวีดีโอ แต่มักมีภาพขนาดเล็กมาก เช่น 320 x 240 พิกเซล แต่บางรุ่นเช่น Fuji FinePix S602 หรือรุ่น M603 ถ่ายวีดีโอได้ขนาด 640 x 480 พิกเซล หรือขนาด VGA เท่า กับกล้องวีดีโอทั่วไป บางรุ่นถ่ายภาพเคลื่อน ไหวอย่างเดียว แต่บางรุ่นบันทึกเสียงได้ด้วย ฟอร์แมทภาพมีทั้งแบบ MPEG และ Quick Time โดยถ่ายภาพที่ความเร็ว 10-15 ภาพ/ วินาที ขนาดไฟล์เล็กมาก เหมาะสำหรับ ใช้ส่งภาพไปทางอีเมล์ ภาพที่ได้จะดูกระตุกนิด หน่อย สำหรับรุ่นที่สเปคระบุว่า ถ่ายวีดีโอที่ ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที ภาพจะดูนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ ไม่ต่างกับกล้องวีดีโอทั่วๆ ไป และส่วนใหญ่จะถ่ายเป็นวีดีโอคลิปสั้นๆ ไม่เกิน 30 หรือ 60 วินาทีต่อครั้ง บางรุ่นถ่าย ภาพได้นานตามจำนวนความจุของการ์ด
ระบบโฟกัส กล้องดิจิตอลเกือบ ทุกรุ่นเป็นระบบออโต้โฟกัส ทำงานได้รวด เร็วไม่แตกต่างกันมากนัก บางรุ่นมีจุดโฟกัสเฉพาะตรงกลางภาพ แต่บางรุ่นมี 3 หรือ 5 จุด กระจายอยู่ทั่วทั้งภาพ ไม่ว่าตัวแบบ หรือสิ่งที่ต้องการจะอยู่ในตำแหน่งใด ก็จะ ปรับโฟกัสได้อย่างแม่นยำ โดยกล้องจะเลือกจุดโฟกัสอัตโนมัติ หรือเลือกเองก็ได้ แต่บางครั้งเราจำเป็นต้องใช้ระบบแมนนวลโฟกัส เพื่อผลพิเศษบางอย่าง ระบบแมนนวลโฟกัส มักจะให้เลือกตัวเลขระบุระยะโฟกัสเอง ซึ่งผิดพลาดได้ง่าย กล้องบางรุ่นมีวงแหวนหมุนปรับโฟกัส จะแม่นยำกว่า คล้ายกับกล้อง SLR นอกจากนี้มีโหมดอินฟินิตี้ สำหรับการถ่ายภาพสิ่งที่อยู่ระยะไกล กล้องจะถ่ายภาพได้เร็วขึ้นเพราะไม่ต้องปรับหาโฟกัสอีก และควรพิจารณา ดูโหมดถ่ายภาพมาโครด้วยว่า มีหรือไม่ แม้ว่ากล้องบางรุ่น จะระบุว่าถ่ายได้ใกล้สุดเพียงไม่กี่เซ็นติเมตร แต่เป็นการถ่ายภาพที่ช่วงซูมมุมกว้าง
ระบบแฟลช กล้องคอมแพค ดิจิตอลส่วนใหญ่มีแฟลชขนาดเล็กในตัว ทำงานอัตโน มัติ เมื่อแสงน้อยเกินไป และมีระบบแฟลช กับความเร็วชัตเตอร์ต่ำ ทำให้การใช้แฟลช ถ่ายภาพเวลากลางคืน ฉากหลังไม่ดำทึบ หรือระบบสัมพันธ์แฟลช ที่ม่านชัตเตอร์ที่สอง เพื่อการใช้เทคนิคพิเศษถ่ายภาพ เคลื่อนไหว ระบบแฟลชแก้ตาแดง เมื่อใช้ถ่ายภาพคน ในระยะใกล้ แบบตรงๆ แต่จะดีมากถ้าสามารถใช้แฟลชภายนอกได้ ซึ่งกล้องบางรุ่นจากผู้ผลิตกล้องใช้ฟิล์ม
ระบบบันทึกภาพ สำหรับฟังก์ ชั่นการถ่ายภาพจะไม่แตกต่างกับกล้องใช้ฟิล์มมากนัก ส่วนใหญ่มีระบบโปรแกรมอัตโนมัติเป็นหลัก โดยกล้องจะเลือกค่าความเร็วชัตเตอร์ และรูรับแสงที่เหมาะสม ถ้าแสงน้อยก็จะปรับความไวแสงให้สูงขึ้น (เลือกโหมดความไวแสงที่ออโต้) ทำให้ใช้งานง่าย ถ้าหากคุณมีความรู้เรื่อง เทคนิคการถ่ายภาพ ก็อาจใช้โหมดออโต้ชัตเตอร์ ออโต้รูรับแสง หรือแมนนวล และในระบบอัตโนมัติยังมีฟังก์ชั่นปรับชดเชยแสง กรณีที่ต้องถ่ายภาพย้อนแสง หรือ ภาพที่มีฉากหลังมืดทึบ เพื่อให้ได้ภาพที่มีแสงพอดี นอกจากนี้ยังมี ระบบถ่ายภาพคร่อม โดยกล้องจะถ่ายภาพต่อเนื่อง 3 หรือ 5 ภาพ ในแต่ละภาพ มีค่าแสงที่แตกต่างกัน ตามที่กำหนดไว้ บางรุ่นมีระบบถ่ายภาพซ้อนด้วยเพื่อสร้างสรรค์ ภาพพิเศษบางอย่าง

พฤศจิกายน 20, 2009

จะซื้อกล้องดิจิตอลทั้งที…ควรอ่านค่ะ ภาค1

1. งบประมาณ อย่างแรกเลย เราจะต้องรู้ว่าเรามีงบประมาณเท่าไหร่ในการซื้อครั้งนี้ เพราะ ราคาในตลาดมีตั้งแต่กล้องแบบง่ายๆ ราคาไม่กี่พันบาท ซึ่งทำอะไรไม่ได้มากนัก ที่พอใช้ได้จะเริ่มจากหมื่นต้นๆ ไล่เรียงลำดับไปตามสเปค และคุณภาพที่ดีขึ้นจนถึงหลักแสนหรือหลายๆแสน เมื่อตั้งงบไว้แล้วเช่น สองหมื่นบาทก็มองหาเฉพาะกล้องที่อยู่ในงบของเรา รุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก เช่น 4-5 หมื่นบาทคงไม่ต้องนำมาพิจารณาให้ปวดหัว

2. เซ็นเซอร์ภาพ ถ้าดูตามสเปคมักจะเขียนว่า Image sensor หรือ Image recording จริงๆแล้วคืออุปกรณ์ที่ใช้รับภาพแทนฟิล์มนั่นเอง บางยี่ห้อใช้ CMOS แต่ส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดใช้ CCD ขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง แต่ใหญ่กว่าย่อมได้เปรียบ เพราะเก็บรายละเอียดได้มาก (แพงกว่าแน่นอนคะ) อาจจะดูจากสเปคว่าใช้ CCD ขนาดเท่าใดเช่น 1/1.8 นิ้ว, 1/2.7 นิ้ว หรือ 2/3 นิ้ว

3. ความลึกของสี หรือ Bit Depth บางทีก็เรียก Color Depth ยิ่งมีความลึกของสีมากเท่าใด ก็ เก็บรายละเอียดของเฉดสีได้ดีมากขึ้น เช่น 10 บิต/สี หรือ 12บิต/สี หมายความว่าสีธรรมชาติมี 3 สีคือ RGB ถ้า 1 สี แสดงได้ 13 บิต 3 สีก็จะได้ 36 บิต เป็นต้น ถ้าเป็นกล้องระดับ ไฮเอนด์ อาจจะทำได้ถึง 16 บิต/สี หรือ 48 บิตที่ RGB นั่นก็เทียบท่ากับฟิล์มสไลด์ดีๆนี่เอง แต่ไม่รู้ว่าทำไมมีกล้องบางยี่ห้อ บางรุ่นเท่านั้นที่เปิดเผยว่ากล้องของตัวเองมีระดับความลึกของสีเท่าใด ยิ่งถ้าเป็นกล้องที่สเปคต่ำเช่น 8 บิต/สี แทบไม่อยากจะพูดถึงกันเลย แต่ถ้ากล้องระดับโปรมักจะโชว์ตัวเลขให้เห็นจะๆเลยว่าใครได้มากกว่ากัน การที่เฉดสีน้อยจะทำให้การแยกสีไม่ดีเท่าที่ควร เช่น กลีบดอกไม้สีแดงเข้มแดงปานกลางและแดงอ่อน ดูด้วยตาเปล่าก็ไล่เฉดสีกันดี แต่ถ้าถ่ายออกมากลายเป็นสีแดงสีเดียว ถ้าใช้ฟิล์มสไลด์จะได้ใกล้เคียงกับตาที่เห็น

4. ดูความละเอียด Effective เวลาซื้อกล้องดิจิตอลเรามักจะได้ยินคนขายบอกว่า ตัวนี้ 3 ล้าน พิกเซล ตัวนี้ 4 ล้านพิกเซล แต่ส่วนใหญ่เป็นความละเอียดของเซ็นเซอร์ภาพ ขนาดภาพจริงจะน้อยกว่านั้น ลองดูสเปคในคู่มือหรือโบรชัวร์ หาคำว่า Effective ซึ่งก็คือขนาดภาพจริงๆ ที่จะได้ เช่นโบรชัวร์บอกว่า 5.24 ล้านพิกเซล แต่ตามสเปคระบุชัดว่าขนาดภาพใหญ่สุดที่ได้คือ 2560×1920 พิกเซล

5. Interpolate ในกล้องบางรุ่น ถ้าเราดูที่ขนาดภาพตามสเปคอาจจะแปลกใจเพราะคูณออกมาแล้ว ได้ความละเอียดมากกว่าเดิมเช่น CCD 3 ล้านพิกเซล แต่ได้ขนาดภาพถึง 6 ล้านพิกเซล ทั้งนี้เป็นเพราะมีการใช้เทคโนโลยีบางอย่างเพิ่มความละเอียดให้สูงขึ้นนั่นเอง เช่น Super CCD ของ Fuji หรือ HyPict ของ EPSON เป็นต้น แต่คุณภาพจะดีไม่เท่ากับความละเอียดแท้ๆ ของ CCD อย่างไรก็ตามก็นับว่าเป็นการเพิ่มคุณภาพให้ดีกว่าเดิมโดยช้เทคโนโลยีมาช่วย ต่างกับการนำภาพไปเพิ่มความละเอียดด้วยซอพท์แวร์เช่น Adobe Photoshop ซึ่งคุณภาพจะแย่ลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเพิ่มความละเอียดถึง 1 เท่าแบบนี้ วิธีการนี้เรามักจะเรียกกันว่า Interpolate ซึ่งกล้องที่มีฟังก์ชั่นเหล่านี้ จะมีเมนูให้เลือกว่าจะใช้หรือไม่

6. ปรับลดขนาดภาพ แม้ว่ากล้องที่มีความละเอียดจะเป็นเรื่องที่ดีแต่ต้องไม่ลืมว่าขนาดไฟล์ที่ได้จะ ใหญ่มากกินแมมมอรี่ในการ์ดมาก ถ้าการ์ดความจุน้อยๆ เช่น 16 MB ใช้กล้อง 3 ล้านพิกเซล ถ่ายไปไม่กี่ภาพก็เต็มแล้ว ต้องใช้การ์ดที่มีความจุสูงๆ บางครั้งเราต้องการเพียงแค่บันทึกเตือนความจำหรือใช้ส่งอีเมล์หรือไม่ก็ใช้ประกอบเวบไซต์ซึ่งต้องมาลดความละเอียดด้วย Photoshop หรือโปรแกรมอื่นๆให้เหลือแค่ 640 x 480 พิกเซล หรือเล็กกว่านั้น แต่กล้องดิจิตอลส่วนใหญ่จะเลือกขนาดภาพได้หลายแบบ เพื่อให้เหมาะกับงานที่จะนำไปใช้ เช่น Olympus E-20 เลือกขนาดภาพได้ 5 ระดับ เล็กสุดที่ 640 x 480 พิกเซล เป็นต้น

7. การตอบสนองหรือ Response อันนี้กล้องดิจิตอลเกือบทั้งหมดไม่ยอมระบุไว้ในสเปคกล้องของ ตัวเอง แต่ถ้าเป็นกล้องโปรอย่าง Canon EOS-1D หรือ Nikon D1x จะถือว่าเป็นจุดเด่น เอามาคุยไว้ในโบรชัวร์กันเลย ทั้งสองรุ่นนี้การตอบสนองตั้งแต่เปิดสวิตซ์กล้องแล้วพร้อมที่จะกดซัตเตอร์ถ่ายภาพได้ ใช้เวลาไม่ถึง 1 วินาที เกือบจะเท่ากับกล้องออโต้โฟกัส 35 มม.ที่ใช้ฟิล์มทีเดียว  ทำให้ไม่ค่อยรู้สึกว่าใช้กล้องดิจิตอลหรือใช้ฟิล์ม

8. Buffer ยิ่งมากยิ่งดี การที่มีบัฟเฟอร์หรือหน่วยความจำในตัวกล้องมากๆจะช่วยให้การถ่ายภาพ เป็นไปอย่างต่อเนื่องรวดเร็ว กล่าวคือ หลังจากที่เรากดชัตเตอร์ถ่ายภาพไปแล้ว ข้อมูลภาพที่ผ่านอิมเมจโปรเซสซิ่งจะถูกพักเก็บไว้ก่อนที่จะบันทึกลงการ์ดต่อไป วิธีนี้ทำให้เราถ่ายภาพต่อไปได้เลย ไม่ต้องรอบันทึกลงการ์ดให้เสร็จเสียก่อน ถ้าบัฟเฟอร์เยอะก็จะถ่ายต่อเนื่องได้เร็วและได้หลายๆภาพติดต่อกัน เช่น สเปคกล้องระบุว่าถ่ายภาพต่อเนื่องได้เร็ว 3 ภาพต่อวินาที ติดต่อกันรวดเดียว 10 ภาพ หมายถึงว่าถ้าครบ 10 ภาพจะกดซัตเตอร์ต่อไปไม่ได้ เพราะบัฟเฟอร์เต็มแล้ว ต้องรอให้บันทึกลงการ์ดก่อน เมื่อมีที่ว่างเหลือพอก็จะถ่ายต่อได้อีก โดยไม่ต้องรอให้เก็บภาพลงการ์ดครบทั้ง 10 ภาพก่อน ในกล้อง Nikon D1x และ Canon EOS 1D มีบัฟเฟอร์อย่างเหลือเฟือ เมื่อกดซัตเตอร์ไปแล้วสามารถเปิดดูภาพซูมขยายดูส่วนต่างๆของภาพหรือลบภาพทิ้งได้ทันที แทบไม่ต้องรออะไรเลย แต่ในบางยี่ห้ออาจต้องรอนานเป็นนาทีก่อนจะเปิดดูภาพได

9. ไฟล์ฟอร์แมท RAW ถ้ามีก็ดี กล้องระดับไฮเอนด์มี่มีความละเอียดสูง จะมีฟอร์แมทที่เรียกว่า RAW ให้เลือกนอกเหนือจาก JPEG หรือ TIFF ทั้งนี้เพราะในฟอร์แมท RAW จะเก็บข้อมูลความลึกของสีได้ดีกว่า เช่น Nikon D1x ฟอร์แมท RAW จะได้ 12 บิต/สี แต่ถ้าเป็น JPEG จะเหลือ 8 บิต/สี เป็นต้น และยังมีไฟล์ขนาดเล็ก โดยที่คุณภาพไม่ได้ลดลง แต่การเปิดชมภาพต้องใช้กับซอพท์แวร์ที่มาพร้อมกับกล้องเท่านั้น นอกจากนี้ภาพในฟอร์แมท RAW ยังสามารถปรับแต่งหรือแก้ไขภาพให้ดีเหมือนกับการถ่ายภาพใหม่อีกครั้ง เช่นการปรับภาพให้สว่างหรือมืดลง การปรับไวท์บาลานซ์ เป็นต้น

สร้างโดย เวิร์ดเพรส